วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จะดูสายพันธ์ม้าลายได้ตรงไหน

ความรู้ที่ได้จากสวนสัตว์เขาดินคือ ป้ายอธิบายที่กรงของม้าลาย ที่กล่าวถึงการแยกสายพันธ์ม้าลายซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสามสายพันธ์ ซึ่งแต่ละพันธ์จะมีรูปแบบของลายแตกต่างกัน แต่จะดูที่ตัวของม้าลายคงดูยาก เพราะลวดลายจะไม่แตกต่างกันนัก บริเวณที่จะดูได้ชัดเจนที่สุดคือบั้นท้ายหรือตูดของม้าลายนั่นเอง


เรื่องนี้ทำให้หวนกลับไปนึกถึงประโยคทองของการ์ตูนเรื่องมาดากัสก้า ที่ม้าลายกล่าวว่า "ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ฉันมีสีขาวลายดำ หรือสีดำลายขาวกันแน่"

เหตุเกิดที่สวนสัตว์

ผู้เขียนไม่ได้ไปเที่ยวสวนสัตว์ดุสิต (เขาดินวนา) มาไม่ต่ำกว่าสิบปี เนื่องจากไม่ว่างบ้าง คิดเอาเองว่าโตเกินกว่าที่จะไปเที่ยวสวนสัตว์บ้าง แล้วแต่จะแก้ตัวไปต่าง ๆ นานา ในที่สุดก็ได้โอกาสกลับไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว พบว่ามีการพัฒนาไปอย่างน่าสนใจ เริ่มเข้าไปสู่ความเป็น Theme Park คือมีการจัดแสดงต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักทัศนาจร ทั้งการแสดงของสัตว์ในสวนสัตว์เองและโชว์จากต่างประเทศ ฟังดูเหมือนว่าองค์การสวนสัตว์เองก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่พอเข้าไปดูสัตว์เข้าจริง ๆ กลับพบอะไรที่แปลก ๆ อยู่เหมือนเดิม



ภาพเหล่านี้อยู่ในส่วนของ "สัตว์เลื้อยคลาน" ซึ่งเต่าและตะพาบน้ำก็จัดอยู่ในกลุ่มพวกนี้ด้วย มีเต่าหลายสิบประเภทอยู่กันอย่างแออัดในบ่อคอนกรีตซึ่งแยกตามประเภทของมัน และแต่ละบ่อก็จะมีเหรียญบาทกระจายอยู่เต็มไปหมด ทั้งในบ่อน้ำและบนตัวของเต่าและตะพาบน้ำเอง ซึ่งนักทัศนาจรโยนลงไปด้วยความเชื่อว่าจะทำให้มีอายุยืนและสุขภาพดี ตามทัศนคติทางสังคมที่มีต่อสัตว์ประเภทเต่าและตะพาบน้ำ แต่เหรียญเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อสัตว์หรือเปล่า มันคงไม่กินเข้าไปหรอก แต่สารเคมีที่ติดมากับการผลิตเหรียญและการที่ผ่านมือการใช้จากที่ต่าง ๆ มาไม่รู้กี่ร้อยรอยคงไม่ดีต่อคุณภาพน้ำและสุขภาพของสัตว์นัก ผู้ดูแลสวนสัตว์คงไม่เดือดร้อนแถมยังยินดีด้วยซ้ำเพราะได้เงินเพิ่ม เท่าที่ดูด้วยสายตารวมทุกบ่อเต่าแล้วน่าจะเฉียดพันบาทได้ ผู้เขียนไม่ได้คัดค้านความเชื่อของคนไทย แต่นี่เป็นความเชื่อที่ทำร้ายสัตว์ แถมยังทำในสวนสัตว์ที่ควรจะมีการดูแลสัตว์อย่างดีเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาและอนุรักษ์สัตว์เสียอีกด้วย ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้อยู่คู่กับสวนสัตว์เขาดินมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใด องค์การสวนสัตว์จะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ค่านิยมและระดับของจิตใจของคนไทยยังคงเหมือนเดิม และยังคงคิดว่าสัตว์มีหน้าที่รองรับความต้องการของมนุษย์อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการเป็นอาหาร การเป็นสัตว์เลี้ยง หรือการเลี้ยงให้คงอยู่เพื่อความเชื่ออย่างที่เห็นในภาพ

ข้าราชการควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน

เขียนมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ถึงการปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน แต่ในความเป็นจริงกลับทำไม่ดีให้ประชาชนเขาด่าให้เสียอีก ปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของภาครัฐทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายดูเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศไทย เพราะทำกันทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างจนถึงรัฐมนตรี กลายเป็นว่า "มือใครยาว สาวได้สาวเอา" ทัศนคติดังกล่าวฝังลึกลงไปในกมลสันดานของคนไทย ข้าราชการเป็นพวกที่มีทั้งอภิสิทธิ์ชน การเป็นพรรคเป็นพวกกันโดยไม่สนใจว่าจะถูกจะผิดอย่างไร ตัวอย่างเช่น ภาพด้านล่างนี้


ผู้เขียนเพิ่งพบเหตุการณ์นี้เมื่อบ่ายวันนี้เอง ขณะที่กำลังรอรถไฟผ่านไปอยู่ ก็มีรถจักรยานยนต์หลายคันแซงขึ้นมาจอดรอ ผู้ขับขี่บางคันก็สวมหมวกนิรภัย บางคันก็ไม่ได้สวม แล้วคันสุดท้ายก็มาถึง ผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกนิรภัย และเป็นจักรยานยนต์ที่มีทะเบียนตราโล่ สัญญลักษณ์ของรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ นี่ไม่รู้ผิดกี่ข้อหา ทั้งไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ ทั้งนำรถราชการไปใช้ในเรื่องส่วนตัว จะว่ากำลังปฏิบัติการนอกเครื่องแบบก็คงไม่ใช่ หรือจะบอกว่าปฏิบัติราชการนอกเครื่องแบบอยู่ก็ไม่มีเหตุผลให้ยกเว้นการสวมหมวกนิรภัย ถ้าผู้ขับขี่จักรยานยนต์ผู้ใดมาเห็นบล็อกนี้เข้า ช่วย print รูปนี้ติดรถไว้ ถ้าโดนตำรวจจับข้อหาไม่สวมหมวกนิรภัยเมื่อไหร่ ก็ช่วยบอกให้ไปจับคนในภาพนี้ด้วยแล้วกัน ไม่อย่างนั้นจะโดนข้อหาเลือกปฏิบัติได้ด้วย

พักผ่อนกันบ้าง

อันนี้ไม่มีอะไร เห็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมามีแต่เรื่องซีเรียส ทั้งในบล็อกและทั้งการต่อสู้กันทางการเมืองในประเทศไทย ก็เลยเอาภาพของแมวน้ำในสวนสัตว์อูเอโนะ ประเทศญี่ปุ่น มาให้ดู พวกเขานอนพักหลังจากแสดงโชว์การให้อาหารจนอิ่มเต็มที่แล้ว

เซียมซีแบบญี่ปุ่น

ดูเหมือนว่าศาสนาพุทธกับการเสี่ยงเซียมซีเป็นของคู่กัน เพราะศาสนาและศาสนสถานคือที่พึ่งทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมไม่ได้เป็นรูปธรรมแบบเรื่องทางโลก ดังนั้น ผู้คนจึงใช้วัดเป็นที่พึ่งทางใจ ทั้งเพื่อฟื้นฟูตนเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเพื่อสร้างกำลังใจให้กับการรองรับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การเสี่ยงเซียมซีจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำนายอนาคตว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า "วัด" จึงมีหน้าที่จัดบริการเรื่องดังกล่าวไว้ให้พร้อม อย่างเช่นวัดในประทเศญี่ปุ่นก็จะมีบริการดังกล่าวเช่นกัน


อุปกรณ์ประกอบการเสี่ยงเซียมซีจะวางอยู่รวมกันที่เดียว คือ มีทั้งกล่องใส่เซียมซีที่มีติ้วอยู่ข้างใน และตู้ลิ้นชักที่จะมีคำทำนายตามรหัสของติ้ว แท่นของตู้ที่วางกระบอกใส่เซียมซีก็จะเป็นที่เก็บสตางค์ค่าใบเซ๊ยมซี โดยเป็นช่องให้หยอดสตางค์ได้ ราคาหนึ่งร้อยเยน จะให้หรือไม่ให้คงไม่มีใครมาว่า


กล่องใส่เซ๊ยมซีจะไม่เหมือนของบ้านเราที่เป็นกระบอก เห็นเซียมซีหมดทุกอัน แต่ของญี่ปุ่นจะเป็นกล่องโลหะรูปหกเหลี่ยมปิดหมด ยกเว้นรูที่จะให้ติ้วหล่นออกมาได้เท่านั้น


เมื่ออ่านคำทำนายจากในเซียมซีแล้ว คนญี่ปุ่นจะไม่เอาใบเซียมซีออกจากวัด แต่จะเอาไปผูกไว้ที่ราวที่วัดจัดเตรียมไว้ให้


หลังจากที่ดูเขาเสี่ยงเซียมซีกันไปแล้ว ก็ให้หวนกลับไปคิดถึงปรัชญาแห่งการอยากรู้อนาคต สงสัยเหมือนกันว่ามีใครจะเชื่อการทำนายจากใบเซียมซีอย่างเอาเป็นเอาตายหรือเปล่า จะมีการจัดลำดับความแม่นยำของเซียมซีไหมว่าวัดไหนขลังที่สุด ผู้เขียนเคยอ่านใบเซียมซีของบ้านเรามาบ้าง ส่วนใหญ่เป็นคำกลอน แต่ละคนก็แปลกันไปต่าง ๆ นานาตามแต่พื้นฐานชีวิตของพวกเขา ถ้ามีศรัทธามากก็จะตีความให้ตรงกับตัวเองเสมอ แต่ถ้าไม่ศรัทธาก็จะตีความอีกแบบหนึ่งหรือเปล่า??

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เจอต้นตอแห่งผ้าถักคลุมเบาะรถยนต์แล้ว

ผู้เขียนเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่ารถยนต์ในประเทศไทยมักจะมีผ้าถักลายลูกไม้มาคลุมเบาะเอาไว้ ตอนเด็ก ๆ ผ้าลูกไม้คลุมเบาะได้รับความนิยมสูงมาก แต่มาในปัจจุบัน ใครทำกลายเป็นเชย เป็นรถคุณป้า ก็เลยให้เกิดความสงสัยว่า เราไปเอาวัฒนธรรมการคลุมเบาะด้วยผ้าถักลายลูกไม้มาจากไหน


แล้วผู้เขียนก็ไปพบที่ประเทศญี่ปุ่น มีอยู่ในรถแท็กซึ่ทุกคัน ย้ำว่าทุกคันที่ผู้เขียนพบเห็น ไม่มีคันไหนเลยที่จะไม่มีผ้าคลุมเบาะลูกไม้ถัก คนไทยที่เคยค้าขายกับญี่ปุ่นมาหลายสิบปีบอกว่า เมื่อก่อนจะได้รับของขวัญจากคนญ๊่ปุ่นเป็นผ้าคลุมเบาะลูกไม้ถักทั้งชุด ให้เป็นของขวัญมาพร้อมกับการออกรถใหม่เลยหละ น่าคิดต่อจากนั้นว่า คนที่ยังใช้ผ้าคลุมเบาะแบบนี้ในปัจจุบัน จะรู้ไหมว่าเขาเอาวิธีแบบนี้มาจากญ๊่ปุ่น

วิถีญี่ปุ่น

ผู้เขียนโชคดีที่ได้ไปถึงญี่ปุ่นพอดีตอนเช้าวันธรรมดา ก็เลยเห็นวิถีของเขาในช่วงเช้า จะพบผู้คนในชุดทำงานเดินกันอย่างรวดเร็วเต็มทางเท้าไปหมด แม้แต่คนพิการที่ถือไม้เท้าก็ยังเดินเร็ว คนพิการนั่งรถเข็นก็ยังเข็นรถตัวเองเร็ว มีคนพิการประเภทเดียวที่ยังเคลื่อนที่ช้า ก็คือคนตาบอด สังเกตได้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะใส่สูทสีเข้มไปทำงาน ซึ่งก็คงเป็นพวกพนักงานสำนักงาน ก็ให้เกิดความสงสัยว่า แล้วพวกที่มีเครื่องแบบทำงานที่ไม่ใช่สูท เช่น พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม พ่อครัว ที่ต้องมีชุดทำงานที่ไม่ใช่สูทสีเข้ม คนกลุ่มนี้เขาใส่ชุดอะไรไปทำงาน เพราะไม่เห็นคนสวมชุดพวกนี้เดินอยู่บนถนนเลย


ตามประสาคนขี้สงสัย ก็เลยถามเพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นนานพอที่จะรู้วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างดี ได้คำตอบที่น่าทึ่งว่า ทุกคนไม่ว่าจะต้องใส่ชุดเฉพาะทำงาน จะเดินทางไปทำงานด้วยสูทสีเข้มเสมอ แล้วไปเปลี่ยนชุดปฏิบัติงานที่ล็อกเกอร์ของบริษัท เพราะเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน ทุกคนต้องมีวิถีแบบเดียวกัน และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ บริษัทจะห้ามใส่ชุดบริษัทนอกที่ทำงานโดยเด็ดขาด เนื่องจากวิถีของญี่ปุ่น พนักงานทุกคนคือสัญญลักษณ์ของบริษัท ดังนั้น ถ้าคุณไปทำอะไรไม่ดีที่ไหน จะมีผลเสียมาถึงบริษัทด้วย แม้แต่การพูดคุยกันของพนักงานบริษัทเดียวกัน แต่คุยกันในที่สาธารณะ เช่นบนรถไฟใต้ดิน จะมีรหัสที่กล่าวถึงบริษัทตนเอง โดยไม่ออกชื่อให้คนอื่นรับรู้ได้ และรหัสนั้นจะรู้กันเฉพาะคนในบริษัทเท่านั้น นี่คือวิถีแห่งการสร้างและรักษาภาพพจน์ของบริษัทที่น่าสนใจ และถ่ายทอดมาจากวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอย่างแท้จริง