วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปิดแสดงความเห็นตาม พรบ.คอมพิวเตอร์

มีผู้หวังดีและมีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ เตือนผู้เขียนมาว่าให้ปิดการแสดงความเห็นจากบุคคลอื่น ๆ ในบล็อกนี้เสียเถอะ เพราะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นจำเลยในฐานะเจ้าบ้านที่เกิดการก่ออาชญากรรม ผู้เขียนจึงมีความจำเป็นต้องปิดโอกาสของท่านผู้อ่านในการแสดงความเห็นเสีย ขออภัยมา ณ ที่ด้วย

เหตุที่ฝ่ายทักษิณคิดว่าถูกกลั่นแกล้ง

ผู้เขียนไม่ฝักใฝ่การเมืองเท่าใดนัก แต่ด้วยหน้าที่การงานทำให้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็มองการเมืองเป็นเรื่องโกหก แอบอ้าง "พี่น้องประชาชน" เพื่อเอาประโยชน์เข้าตัวเองทั้งสิ้น และที่สำคัญคือ ช่วงใดที่ใครมีอำนาจ เขาก็ทำอะไรได้โดยไม่ผิด เมื่อก่อนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ฝ่ายทักษิณก็ทำอะไรได้ทุกอย่าง ขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัยและไม่มีใบขับขี่จักรยานยนต์ก็ไม่มีความผิด (มีข้ออ้างที่พอฟังขึ้นว่า หาหมวกนิภัยทรงสี่เหลี่ยมไม่ได้ เขาผลิตแต่หมวกทรงกลม) พอมาในยุคปัจจุบันสถานการณ์ก็กลับกันบ้าง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

กรณีบ้านคุณหญิงอะไรสักอย่าง ที่เป็นผู้ตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ทักษิณและพรรคพวก เมื่อเดือนที่แล้วมีคนออกมาโจมตีว่า คุณหญิงนี่รวยมาจากไหน มีเงินมาสร้างบ้านราคา ๔๐ - ๕๐ ล้านบาท ฝ่ายคุณหญิงก็ออกมาแก้ตัวว่าบ้านหลักละแค่สี่ล้านบาทเท่านั้น จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจ เพราะฝ่ายโจมตีเป็นฝ่ายทักษิณที่มีต้นทุนทางสังคมต่ำกว่าฝ่ายคุณหญิง จนถึงวันหนึ่งบ้านที่กำลังสร้างนี้ก็ถูกลอบวางเพลิง จึงเปิดเผยออกมาว่า บ้านหลังนี้ขนาดกว่า ๑,๐๐๐ ตารางเมตร มี ๘ ห้องนอน ๘ ห้องน้ำ และหนึ่งหอดูดาว ลองถามเพื่อนที่เป็นสถาปนิก เขาบอกว่า ราคาค่าก่อสร้างเฉพาะโครงสร้างอย่างเดียว ประมาณตารางเมตรละ ๑๕,๐๐๐ บาท ฉะนั้น เฉพาะตัวอาคารก็ปาเข้าไป ๑๕ ล้านบาทแล้ว นี่ยังไม่รวมค่าตกแต่งภายในและพวกต้นไม้ สนามหญ้า สระว่ายน้ำ (ถ้ามี) ถนน ลาน/อาคารจอดรถ เข้าไปอีก ฟังจากข้อมูลของทั้งสองฝ่ายแล้ว ดูว่าบ้านหลังนี้ราคาจริง ๆ น่าจะใกล้เคียงกับ ๔๐ ล้านบาทมากกว่า ๔ ล้านบาท เขายังสำทับมาว่า ถ้าเขาเจอผู้รับเหมารายไหนที่สร้างบ้านขนาดนี้ได้ในราคา ๔ ล้านบาท เขาจะเอามาสร้างบ้านตนเองบ้าง ให้ราคาสิบล้านบาทเลยก็ได้ น่าสงสัยว่า ทำไมเรื่องนี้ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรอิสระ ฝ่ายพันธมิตรที่มีคนจบคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ขึ้นเวทีร้องเพลงแปลงได้ทุกวันก็ไม่เห็นจับมาเป็นประเด็น

อีกเรื่อง ที่มีตำรวจตีม็อบเมื่อวานนี้ แล้วเหล่า สว. จำนวน ๔๐ กว่าคนทราบข่าวเข้าก็ทนไม่ได้ รีบเข้ามาให้กำลังใจ และติดต่อเพื่อหารือไปยังนายกรัฐมนตรีทันที โฆษกรัฐบาลก็ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมีเหตุมีผลว่า การกระทำของ สว. เหล่านั้นน่าจะมีเบื้องหลังและวาระซ่อนเร้น เพราะเมื่อวันที่สถานีโทรทัศน์ NBT ถูกพันธมิตรยึด ทำลายข้าวของ ไล่พนักงานออกนอกอาคาร ไม่เห็นมี สว.หน้าไหนเดือดร้อน โผล่หัวไปให้กำลังใจ หรือขอหารือกับนายกฯ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

ฟังเหตุผลของเหี้ยกลุ่มที่หนึ่งก็รู้สึกเห็นใจ ส่วนเหี้ยกลุ่มที่สองก็ถูกตำรวจตีหัว และแพ้ก็ไม่ได้ เพราะกิจการหนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่อต่าง ๆ ก็จะจบกัน แถมยังติดคุกหัวโต ก็สามารถสรุปได้ว่า เมื่อไหร่มันจะกัดกันให้ตายไปเสียทั้งคู่ เหี้ยจะได้น้อยลงไปบ้าง แล้วก็คงจะมีเหี้ยตัวใหม่มาให้ด่าต่อไปอีก หรือว่าสักวันหนึ่งผู้เขียนก็จะกลายร่างเป็นเหี้ยเสียเองก็ไม่รู้

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ข้อความที่คมและสวยงาม

ตอนที่ผู้เขียนยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับมหาวิทยาลัย วิชาที่ผู้เขียนชื่นชอบคือวิชากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของผู้เขียน เนื่องจากภาษากฎหมายเป็นภาษาที่สวยงาม (แม้ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังสวยงามสำหรับคนต่างชาติอย่างผู้เขียน) ตรงไปตรงมา และต้องอ้างอิงเหตุและผลที่นำมาสู่การพิพากษา เมื่อเรียนจบ ผู้เขียนไม่คิดว่าจะได้มานั่งติดตามอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง และวันนี้ผู้เขียนก็ได้กลับมาพบความสวยงามของภาษากฎหมายอีกครั้ง จึงนำมาบันทึกไว้ในบล็อก

"จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสามกลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งๆ ที่จำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมายและจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองดีทุกคน จึงมิได้มีผลกระทำต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง"

ท่านผู้อ่านคงทราบว่าเป็นคำพิพากษาในคดีอะไร อยากจะย้ำไว้อีกครั้งว่า ผู้เขียนมิได้นำคำพิพากษานี้มาบันทึกไว้โดยมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ทางการเมืองแต่อย่างใด แต่นำมาบันทึกไว้ด้วยความประทับใจในความงดงามของคำพูดและการอ้างอิงเหตุและผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ช่วยคนพิการให้สะดวกขึ้นหรือให้ตายเร็วขึ้นกันแน่

ในยุคปัจจุบันคนพิการมีสิทธิมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะสังคมพิจารณาว่าคนพิการเป็นกำลังสำคัญแรงหนึ่งในสังคม เขามีความสามารถในการผลิตเพื่อส่วนรวม ไม่เหมือนกับในอดีตที่คิดว่าคนพิการไม่มีประโยชน์อะไร เป็นภาระให้กับสังคมต่างหาก ด้วยแนวความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดการกระทำหลายประการเพื่อให้คนพิการสามารถดำเนินชีวิตควบคู่ไปกับคนปกติได้อย่างเท่าเทียม เช่น การออกกฎหมายสิทธิคนพิการ การให้มีทางลาดเพื่อให้รถเข็นคนพิการสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก เป็นต้น แต่มาตรการเหล่านี้บางครั้งเหมือนกับทำแบบขอไปที ทำอย่างเสียไม่ได้ สักแต่ว่าให้มีเท่านั้น


วันนี้ผู้เขียนขับรถผ่านไปบริเวณถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ก็เลยได้รูปข้างบนนี้มาฝาก เป็นสถานีรถ BTS นราธิวาส ซึ่งพยายามออกแบบสถานีให้เอื้ออำนวยต่อคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนที่ ก็เลยจัดให้มีลิฟต์เอาไว้ให้คนเหล่านั้นขึั้นลงไปยังสถานีได้อย่างสะดวก แต่เนื่องจากไม่มีที่จะติดตั้งลิฟต์ ทางเท้าด้านข้างก็แคบไม่รู้จะเอาไว้ไหนได้ ก็เลยเอามันไว้กลางถนนนี่แหละ คนพิการจะขึ้น-ลงจากลิฟต์ตัวนี้ก็ต้องข้ามถนนเสี่ยงตายมาใช้ลิฟต์ เอาน่า เขามีทางลาดด้านข้างให้ขึ้นลงจากระดับพื้นผิวการจราจรได้ง่ายแล้วนะ ยังจะมาเรียกร้องอะไรอีก มีลิฟต์ให้ก็เป็นบุญเป็นคุณอย่างที่สุดแล้วหละ

ห้ามจอดรถแต่ไม่ห้ามวางป้าย

การห้ามจอดรถบนถนนเป็นกฎจราจรอย่างหนึ่ง ที่มีไว้เพื่อปกป้องพื้นผิวการจราจรไว้สำหรับการสัญจรเท่านั้น ซึ่งมีทั้งการห้ามจอดตลอดเวลาหรืออาจห้ามจอดบางเวลาตามแต่ช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ช่องทางจราจร ซึ่งมาตรการดังกล่าวมักจะใช้กับถนนสายสำคัญต่าง ๆ และมักจะมีมาตรการอย่างอื่น ๆ มาสนับสนุนให้เกิดการสัญจรอย่างสะดวกด้วย เช่น การให้เดินรถทางเดียว อย่างถนนข้างสถานีรถไฟหัวลำโพง


ถนนข้างสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นเส้นทางที่เชื่อมไปยังถนนบรรทัดทอง ถูกจัดให้มีการเดินรถทางเดียวเนื่องจากเป็นถนนแคบ มีแค่สามช่องจราจรและมีปริมาณการสัญจรมาก จึงได้มีการใช้มาตรการห้ามจอดรถ ดังที่จะเห็นป้ายห้ามจอดอยู่บนทางเท้าด้านขวามือ แต่ห้ามได้เฉพาะรถเท่านั้น ไม่สามารถห้ามร้านค้าบริเวณนั้นมาตั้งป้ายโฆษณาได้ ดังนั้น พื้นผิวการจราจรที่ควรจะได้มาใช้สำหรับการเดินรถก็ไม่ได้มาตามวัตถุประสงค์ของมาตรการห้ามจอด จริง ๆ แล้วป้ายโฆษณาของร้านค้าไม่ได้ต้องการโฆษณาหรอก เพียงแต่เอามาวางไว้เพื่อกันที่จอดรถของร้านไว้เท่านั้น ตรงนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาประจำอยู่เสมอเนื่องจากต้องมาอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ไม่รู้ว่ามีธนบัตรชนิดใดมาบังตา ตำรวจจราจรไม่เคยเห็นป้ายนี้ว่ามันกีดขวางการจราจรแต่อย่างใด

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เรื่องที่ "เห็นด้วย" และ "ไม่เห็นด้วย" กับท่านนายกสมัคร

โดยปกติแล้ว ผู้เขียนมักจะไม่ค่อยคิดและเขียนอะไรเกี่ยวกับ "การเมือง" มากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน พูดตรง ๆ ว่าเวลารับทราบข่าวการเมืองแล้วเหมือนกับได้ดู "เหี้ยกัดกัน" ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง โดยเอาประชาชนมาบังหน้า เวลาอ้างถึงความชอบธรรมว่าประชาชนสนับสนุนฝ่ายตนก็ไปนับญาติกับเขาว่าเป็น "พี่น้องประชาชน" แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตนก็ด่าอย่างสาดเสียเทเสีย ความเห็นของตนเองถูกต้องที่สุดในโลก

เมื่อเช้าดันไปนั่งอยู่ในวงสนทนาที่เขาเปิดรายการของท่านนายกสมัคร ที่ออกมาบ่นนู่นบ่นนี่ทุกเช้าวันอาทิตย์ นั่งฟังอยู่นานก็เกิดความคิดต่อเนื่องจากข้อบรรยายของท่านมากที่เดียว มีทั้งที่ "เห็นด้วย" และ "ไม่เห็นด้วย" กับท่าน จึงขอหาญกล้าเอาข้อคิดของท่านมาวิพากษ์ต่อไปอีก

เริ่มจากข้อที่ผู้เขียน "เห็นด้วย" กับท่าน จะว่าเห็นด้วยก็คงไม่ถนัดนัก เพียงแค่จับประเด็นบางอย่างของท่านมาแล้วเกิดความคิดต่อยอดเสียมากกว่า ท่านพูดเรื่องสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่พยายามพัฒนาประเทศตามอย่างตะวันตก ด้วยแนวความคิดที่จะแสดงให้โลกรับรู้ว่าประเทศไทยทันสมัยเทียบเท่ากับประเทศเจ้าอาณานิคมต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องประเทศจากการล่าอาณานิคม ประเทศไทยในสมัยนั้นจึงมีอะไรหลาย ๆ อย่างเทียบเท่าและทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ (เฉพาะในเมืองหลวงเท่านั้น) รวมไปถึงการแต่งกายของข้าราชการ ท่านนายกกล่าวถึงคำว่า "รอยัลพาเท้นต์" ซึ่งแผลงมาเป็น "ชุดราชปะแตน" ซึ่งก่อนหน้านั้นข้าราชการไทยไม่มี "เครื่องแบบ" ก็เลยสร้างเครื่องแบบรวมไปถึงเหรียญตราต่าง ๆ ให้เหมือนกับประเทศมหาอำนาจ กุศโลบายดังกล่าวก็เพื่อปกป้องตนเองจากการรุกรานเป็นสำคัญ ผู้เขียนก็เลยคิดต่อไปว่า ต่อจากนั้นมา "เครื่องแบบ" ก็กลายเป็นส่วนประกอบของวัฒนธรรมไทย เริ่มต้นจากข้าราชการและลามไปจนถึงทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

แต่วันนี้ ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่เคยคิดว่า "เครื่องแบบ" คือเครื่องแสดง authority แบบต่าง ๆ ตามแต่ประเภทของเครื่องแบบ ได้เปลี่ยนวิธีคิดไปแล้ว "เครื่องแบบ" แทบไม่มีความหมายอีกต่อไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เข้าให้ความสำคัญกับ "หน้าที่และความรับผิดชอบ" ซึ่งควรติดตัวอยู่กับทุกอาชีพมากกว่ากระพี้ในรูปแบบของเสื้อผ้า อีกทั้งเครื่องแบบยังนำไปสู่การใช้อำนาจหน้าที่อย่างผิดประเภทอีกด้วย (หาหลักฐานได้มากมายจากบทความอื่น ๆ ในบล็อกนี้) นั่นหมายความว่า "เครื่องแบบ" ที่เคยเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเจริญ กลับกลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเสื่อมเสียแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นถือมั่นกับ "เครื่องแบบ" โดยแอบอ้างว่าเป็นสิ่งของ "พระราชทาน" โดยไม่ได้คิดว่าบริบทของสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ส่วนเรื่องที่ไม่เห็นด้วย คือเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" โดยเฉพาะเรื่องการยุบพรรค ท่านนายกฯ ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับบริษัทว่า ถ้าหุ้นส่วนคนหนึ่งทำผิดแล้วต้องปิดบริษัท หุ้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ซวยไปด้วย รวมถึงพนักงานก็ต้องตกงานตามไปอีก เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยรวม ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นด้วยอย่างจัง โดยอ้างถึงคำพิพากษาตอนที่ยุบพรรคไทยรักไทย ที่จำเลยได้พยายามยกเหตุผลมาคัดค้านว่า "กรรมการบริหารพรรคสองท่านทำผิดในฐานะส่วนตัว" แต่ศาลให้เหตุผลชัดเจนว่า "แม้ว่าจะทำผิดเป็นการส่วนตัว แต่พรรคได้ประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องยุบพรรค" ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะสังคมคาดหวังว่าผู้ที่รับตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคย่อมต้องมีความรับผิดชอบและจริยธรรมสูง แล้วพวกเขาก็มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกพรรค และสิ่งที่พวกเขาทำทุจริต พรรคก็ได้ประโยชน์โดยรวม ไม่ใช่เขาได้ประโยชน์เพียงคนเดียว ดังนั้น การยุบพรรคก็เป็นเรื่องที่ถูกที่ควรแล้ว อย่ามาอ้างนู่นอ้างนี่เลย และจะมาบอกว่าเขาทำเองพรรคไม่รู้เรื่องก็คงฟังไม่ขึ้น เพราะวิถีของพรรคการเมืองไทย มีใครจะลงทุนตัวเองให้พรรคได้ประโยชน์แล้วไม่ทวงบุญคุณหรือ และก่อนที่เขาจะลงทุน เขาก็ต้องคุยกันก่อนเพื่อจัดลำดับและพื้นที่ในการลงทุนให้เหมาะสม กรรมการบริหารพรรคคนอื่น ๆ จะไม่รู้จริง ๆ หรือ

และยิ่งเป็นกรณีที่มีการแข่งกันกันอย่างสูสีระหว่างสองพรรค ตัดสินกันว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านกันด้วยจำนวนสส.ที่ชนะกันไม่กี่คน พรรคคู่แข่งทั้งสองก็ต้องทำทุกอย่างที่จะชนะอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ และยิ่งการแจกใบเหลืองใบแดงต้องใช้เวลานานกว่าจะประกาศกันออกมากได้ (เพื่อความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา) จึงมีแนวโน้มสูงที่จะซื้อเสียงให้ชนะไปก่อน ให้มีจำนวนสส.ชนะอีกฝ่ายหนึ่งแล้วชิงจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน แล้วไปวัดดวงเอาว่าจะโดนใบแดงหรือเปล่า ใบเหลืองเขาไม่กลัวหรอก เพราะมีสิทธิ์ลงเลือกตั้งใหม่และถ้าเป็นพรรครัฐบาลแล้วก็มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ มีโอกาสชนะสูงมาก

เขียนจนจบก็เหนื่อย กลับมานั่งคิดว่า จะต้องมาเหนื่อยเขียนเรื่องพวกนี้อยู่ทำไม เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพราะอย่างไรก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ตอนเด็ก ๆ ผู้เขียนยังมีทัศนคติที่ดี เคยนึกด่าผู้ใหญ่ต่าง ๆ ว่าทำไมไม่ช่วยกันทำความดีคนละไม้คนละมือ ก็จะเอาชนะนักการเมืองไม่ดีได้ พอมาเป็นผู้ใหญ่เองแล้ว ตัวเองก็ย้อนกลับไปเข้าสู่วงจรอุบาทว์แบบนั้นอีก ตอนนี้เด็ก ๆ คงนึกด่าเราอยู่ในใจว่า ทำไมจึงไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ประเทศดีขึ้น ส่วนเราก็นึกในใจว่า ไว้เอ็งเป็นผู้ใหญ่อย่างข้า เอ็งก็จะปลงอย่างข้าเหมือนกันแหละวะ

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จะดูสายพันธ์ม้าลายได้ตรงไหน

ความรู้ที่ได้จากสวนสัตว์เขาดินคือ ป้ายอธิบายที่กรงของม้าลาย ที่กล่าวถึงการแยกสายพันธ์ม้าลายซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสามสายพันธ์ ซึ่งแต่ละพันธ์จะมีรูปแบบของลายแตกต่างกัน แต่จะดูที่ตัวของม้าลายคงดูยาก เพราะลวดลายจะไม่แตกต่างกันนัก บริเวณที่จะดูได้ชัดเจนที่สุดคือบั้นท้ายหรือตูดของม้าลายนั่นเอง


เรื่องนี้ทำให้หวนกลับไปนึกถึงประโยคทองของการ์ตูนเรื่องมาดากัสก้า ที่ม้าลายกล่าวว่า "ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ฉันมีสีขาวลายดำ หรือสีดำลายขาวกันแน่"